ข้อ2.ในการพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาด้านใดบ้าง
อย่างไร นักศึกษาเห็นว่าเนื้อหาสาระใดมีความสำคัญยิ่ง จงนำเสนอแนวคิดถึงความสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรนั้นมีพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรอยู่
5 ด้านคือ
1. ข้อมูลพื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา
2. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา
3. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมของผู้เรียน
4. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิชาการ
5. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จะเห็นว่าข้อมูลทั้ง 5 ด้านมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาหลักสูตรด้วยกันทั้งนั้น
การที่จะพัฒนาหลักสูตรขึ้นมานั้นหากเรามีความเข้าใจหรือเน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งก็จะเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนได้
เราจึงต้องมีความเข้าใจทั้ง 5 ด้านอย่างชัดเจน และถ่องแท้
1. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านปรัชญา
บทบาทของนักปรัชญาการศึกษา
1.อธิบายถึงสภาพการณ์ของการศึกษาว่าอยู่ในสภาพอย่างไร
2.วิจารณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของการศึกษาว่า
มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร
3. เปรียบเทียบแนวความเชื่อของตนกับแนวการจัดการศึกษาว่า
แตกต่างกันอย่างไร
โดยอาศัยการวิเคราะห์วิจารณ์จากความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น
หรือกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษา
ปรัชญาการศึกษาที่สำคัญ
1. ปรัชญาสารนิยม (Essentialism)
ปรัชญาสารนิยม เชื่อว่า
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้และความจริงทางธรรมชาติเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์
ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาจึงควรประกอบไปด้วย ความรู้ ความจริง
และการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และปรากฎการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ
การจัดการเรียนการสอนตามความเชื่อนี้จึงเน้นการให้ผู้เรียนแสวงหาข้อมูล
ข้อเท็จจริง และการสรุปกฎเกณฑ์จากข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านั้น
จะเห็นได้ว่า
ปรัชญาสารนิยมจะสนับสนุน The
Three R’s (3R’s) คือ การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น
ความเชื่อตามปรัชญานี้ ผู้เรียนก็คือดวงจิตเล็ก ๆ และประกอบด้วยระบบประสาทสัมผัส
ครูคือต้นแบบที่ดีที่มีความรู้จึงจำเป็นต้องทำหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียนโดยการแสดงการสาธิต
หรือเป็นนักสาธิตให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเห็นอย่างจริงจัง
รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนนั้น
ยึดหลักส่งเสริมให้นักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจในความรู้อันสูงสุดให้มากที่สุดเท่าที่นักเรียนแต่ละคนจะทำได้
วิธีที่ครูส่งเสริมมากคือ การรับรู้และการจำ
การจัดนักเรียนเข้าชั้นจะยึดหลักการจัดแบบแยกตามลักษณะและระดับความสามารถที่ใกล้เคียงกันของผู้เรียน
(Homogeneous
Grouping) เพื่อมิให้ผู้ที่เรียนช้าถ่วงผู้ที่สามารถเรียนเร็ว
ในการสอนจะคำนึงถึงมาตรฐานทางวิชาการมากกว่าคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสารนิยม
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : เน้นวิชาสามัญ
เช่น ภาษา เลขคณิต วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์
วิธีสอน : บรรยายเพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริงอภิปรายเพื่อความกระจ่างและฝึกให้คิด
นักเรียนในอุดมคติ : มีเหตุผล
มีความรู้ และทักษะที่เป็นแก่นสำคัญของวิชาสามัญต่างๆ
2.
ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปรัชญานี้ จะเริ่มด้วยคำถามที่ว่า “ผู้เรียนต้องการเรียนอะไร”
จากนั้นครูผู้สอนจึงจัดแนวทางในการเลือกเนื้อหาวิชา
และประสบการณ์ที่เหมาะสมมาให้
เน้นการปลูกฝังการฝึกฝนอบรมในเรื่องดังกล่าวโดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ (Experience)
เนื้อหาวิชาเหล่านี้จะเกี่ยวกับตัวผู้เรียน
และเกี่ยวกับสภาพและปัญหาในสังคมด้วย และส่งเสริมความรู้ที่มาจากการปฏิบัติจริง
ในการสอนครูจะไม่เน้นการถ่ายทอดวิชาความรู้แต่เพียงประการเดียว
แต่จะคอยเป็นผู้ดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กในการสำรวจปัญหา ความต้องการ
และความสนใจของตนเอง คอยแนะนำช่วยเด็กในการแก้ปัญหา แนะนำแหล่งต่าง ๆ
ที่เด็กจะไปค้นหาความรู้ที่ต้องการจะเน้นให้เด็กมีโอกาสปฏิบัติ
ส่วนการการประเมินผลจะนำพัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ เข้ามาร่วมประมวลด้วย
โดยไม่เน้นการวัดความเป็นเลิศทางสมองและวิชาการเหมือนปรัชญาเช่นที่แล้วมา
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาพิพัฒนาการนิยม
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : ปัญหาสังคมซึ่งจะฝึกแก้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการประชาธิปไตย
วิธีสอน : เรียนรู้จากประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ
นักเรียนในอุดมคติ : คิดเป็นด้วยตนเองมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ปรับตัวได้
3. ปรัชญาสาขาสัจนิยมวิทยา
หรือนิรันตรนิยม (Perenialism)
แนวความคิดหลักทางการศึกษาของสัจวิทยานิยม
ได้แก่ ความเชื่อที่ว่า หลักการของความรู้ จะต้องมีลักษณะจีรังยั่งยืนอย่างแท้จริง
คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง
ซึ่งเราควรอนุรักษ์และถ่ายทอดให้ใช้ได้ในปัจจุบันและอนาคต
การจัดการเรียนการสอนตามปรัชญานี้
จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนจดจำ ใช้เหตุผล และตั้งใจกระทำสิ่งต่าง ๆ
โดยผู้สอนใช้การบรรยาย ซักถามเป็นหลัก รวมทั้งเป็นผู้ควบคุม ดูแล
ให้ผู้เรียนอยู่ในระเบียบวินัย
ส่วนการปล่อยให้ผู้เรียนมีอิสระจนเกินไปในการเรียนตามใจชอบนั้น แต่เป็นการขัดขวางโอกาสที่ผู้เรียนจะได้พัฒนาความสามารถที่แท้จริงของเขา
การค้นพบตัวเองต้องอาศัยระเบียบวินัยในตนเอง
ซึ่งไม่ใช่มีโดยไม่ต้องอาศัยวินัยจากภายนอก
ความสนใจในสิ่งที่เป็นความจริงแท้นั้นมีอยู่ในตัวคนทุกคน
แต่มันจะไม่สามารถแสดงออกมาได้โดยง่าย ต้องอาศัย การศึกษาที่ช่วยฝึกฝนและดึงความสามารถเหล่านี้ออกมา
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสัจนิยมวิทยา
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : อ่านออกเขียนได้
คิดเลขเป็น และศิลปะศาสตร์
วิธีสอน : เน้นการใช้เหตุผลเชิงตรรกวิทยา
ขยันหมั่นเพียรและฝึกฝนวิทยาการ
นักเรียนในอุดมคติ : ใช้เหตุผลตามหลักการจิตใจสูงกว่าสภาพตามธรรมชาติเยี่ยงสัตว์โลก
4. ปรัชญาสาขาปฏิรูปนิยม
(Reconstructionism)
พวกปฏิรูปนิยมมองโรงเรียนว่า
เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างระเบียบทางสังคมขึ้นมาใหม่
การจัดหลักสูตรตามแนวของปฏิรูปนิยม
จึงเน้นเนื้อหาสาระและวิธีการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบที่จะปฏิรูป
และสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมา ทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และระดับโลกในที่สุด
ความมุ่งหมายของหลักสูตรจะเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้
ความสามารถและทัศนคติที่จะออกไปปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ที่เลือกมาบรรจุในหลักสูตรจะเกี่ยวกับสภาพและปัญหาของสังคมเป็นส่วนใหญ่
เนื้อหาวิชาเหล่านี้จะเน้นหนักในหมวดสังคมศึกษา เพราะปรัชญานี้เชื่อว่า
การปฏิรูปสังคม หรือการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยกระบวนการช่วยกันแก้ปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคม การจัดระเบียบของสังคม การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
และการส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคม
และการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสัจนิยมวิทยา
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร :ประถมศึกษาเน้น
ความรู้พื้นฐาน
มัธยมศึกษาเน้น
ความสำคัญในการทำให้สังคมนั้นดีขึ้น
อุดมศึกษา เน้นผู้นำแก้ไข ปรับปรุงสังคม
วิธีสอน : วิเคราะห์ปัญหาทางสังคมฝึกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี
นักเรียนในอุดมคติ : มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในแนวทางที่ดีมากยิ่งขี้น
5. ปรัชญาสาขาอัตถิภาวนิยม
(Existentialism)
การจัดการศึกษาตามปรัชญานี้จึงให้ความสำคัญกับการให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้
ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด
และสนับสนุนส่งเสริมผู้เรียนในการค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตของเขาเอง
ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่าง
ๆ และรับผิดชอบในการตัดสินใจหรือการกระทำของตน
กระบวนการเรียนการสอนยึดหลักให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรู้จักตนเอง
ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจตนเองและเป็นตัวของตัวเอง เช่น ศิลปะ ปรัชญา การเขียน การอ่าน
การละคร โดยมีครูกระตุ้นให้แต่ละบุคคลได้ใช้คำถามนำไปสู่เป้าหมายที่ตนเองต้องการ
ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน
มุ่งพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาอัตถิภาวนิยมจะมีแนวทางดังนี้
วิธีสอน : วิเคราะห์ความรู้สึกของตนเอง
ประเมินและตัดสินใจจากการเลือกของตนเอง
นักเรียนในอุดมคติ : แสวงหาความหมายของการดำรงอยู่ของตน
รู้จักใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ
2.
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา
1)ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism
Theory)
เชื่อว่า
การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมภายนอก การตอบสนองสิ่งเร้าของมนุษย์เป็นพฤติกรรมแบบแสดงออก
ซึ่งมีการเสริมแรงเป็นตัวการ โดยทฤษฎีนี้ จะไม่พูดถึงความคิดภายในของมนุษย์ ความทรงจำ
ความรู้สึก ลักษณะของหลักสูตก็จะเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก
การจัดหลักสูตรและประสบการณ์การเรียนรู้เป็นหมวดหมู่มีลักษณะต่อเนื่อง
ผู้สอนเป็นศูนย์กลางจะควบคุมกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน
โดยจะพัฒนาผู้เรียนไปตามแนวทางที่กำหนดไว้
2)ทฤษฎีปัญญานิยม
(Cognitivism Theory)
จะมีลักษณะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การออกแบบหลักสูตรประสบการณ์การเรียนและการสอน จะจัดตามลำดับขึ้นของการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช่วงวัย
โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบค้นพบหรือการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์
3) ทฤษฎีมนุษยนิยม
(Humanistic View of Motivation) จะมีการจัดหลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม
โดยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ
บทบาทของผู้สอนจะเป็นผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจให้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ
ให้ผู้เรียนได้สำรวจค้นพบตนเอง
3.
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
การศึกษาทำหน้าที่สำคัญคือ
อนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสู่คนรุ่นหลังและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ
โดยหน้าที่ดังกล่าวการศึกษาจะช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่พึงปรารถนา
เพราะฉะนั้นหลักสูตรที่จะนำไปสอนอนุชนเหล่านั้นจึงต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมอย่างแยกไม่ออก
และโดยธรรมชาติของสังคมและวัฒนธรรมมักมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้น
การพัฒนาหลักสูตรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
จึงจะทำให้หลักสูตรมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน
สามารถแก้ปัญหาและสนองความต้องการสังคมได้
4.
ข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป
ผู้เรียนเกิดความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ใหม่ ทักษะใหม่
และต้องเปลี่ยนแปลงเจตคติใหม่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ใหม่เพื่อให้คนในสังคมสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้
โดยการใช้การศึกษาทำหน้าที่สร้างประชาชนที่มีคุณภาพและมีความสามารถปรับตัวเข้ากับการความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
หลักสูตรที่นำมาใช้จำเป็นต้องมีความสอดคล้องกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความเจริญทางด้านนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเนื้อหาของหลักสูตรและการเรียนการสอน
เช่น อุปกรณ์การสอนใหม่ๆ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ วิทยุ
โทรทัศน์ เครื่องบันทึกเสียง วีดิทัศน์
ไมโครฟิล์ม โพรเจกเตอร์ วิธีการสอนใหม่ซึ่งใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วย เช่น
วิทยุการศึกษา โทรทัศน์การศึกษา การศึกษาทางไกล
การสอนแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์
และวิธีการสอนที่อาศัยความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้
สามารถช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงกว่าการสอนในอดีต ผู้พัฒนาหลักสูตรควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าในเรื่องดังกล่าวแล้วนำมาพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมด้วย
5.
ข้อมูลพื้นฐานวิชาการ
การพัฒนาหลักสูตรนั้นต้องคำนึงถึงเกณฑ์ในการพิจารณาการเลือกเนื้อหาสาระลงใน รายวิชาว่ามีปรัชญาของหลักสูตรเน้นในเรื่องใด
เช่น การเน้นทางด้านเนื้อหา หรือกระบวนการแสวงหาความรู้
ความคิดรวบยอดหลักๆที่จะเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาความคิด
ค่านิยมของผู้เรียนที่เหมาะกับวุฒิภาวะ ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนและสามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กับรายวิชาอื่นๆได้อย่างไร
นักพัฒนาหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน
รวมทั้งข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการปรับความคิดที่หลากหลายภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรให้มีเอกภาพ
เพื่อสรุปและประมวลสาระของรายวิชามาลงไว้ในหลักสูตรโดยสอดคล้องกับธรรมชาติและวัฒนธรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น